แชร์

ทีทีบี ฟินทิป ชวนมารู้จัก “Easy e-Receipt 2.0” ให้มากขึ้น ให้คุณวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนอย่างคุ้มค่า

อัพเดทล่าสุด: 18 ก.พ. 2025
572 ผู้เข้าชม

มารู้จัก! โครงการช้อปลดหย่อนภาษี Easy e-Receipt 2.0 ปี 2568 ให้มากขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศของรัฐบาล ซึ่งขยายผลจาก "Easy e-Receipt" ของปี 2567 ยิ่งซื้อมากก็ยิ่งได้ลดหย่อนมากที่โดนใจสายช้อปปิ้ง และเป็นหนึ่งในตัวช่วยของคนที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงต้นปี 2569 fintips by ttb #เรื่องเงินที่รู้จริงแบบเพื่อนที่รู้ใจ จะพาไปรู้จักโครงการและเงื่อนไข พร้อมแนะนำวิธีใช้สิทธิประโยชน์ให้คุ้มค่า มารู้จัก! โครงการช้อปลดหย่อนภาษี Easy e-Receipt 2.0 ปี 2568 ให้มากขึ้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศของรัฐบาล ซึ่งขยายผลจาก "Easy e-Receipt" ของปี 2567 ยิ่งซื้อมากก็ยิ่งได้ลดหย่อนมากที่โดนใจสายช้อปปิ้ง และเป็นหนึ่งในตัวช่วยของคนที่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในช่วงต้นปี 2569 fintips by ttb #เรื่องเงินที่รู้จริงแบบเพื่อนที่รู้ใจ จะพาไปรู้จักโครงการและเงื่อนไข พร้อมแนะนำวิธีใช้สิทธิประโยชน์ให้คุ้มค่า 

โครงการ Easy e-Receipt 2.0 เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม - 28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการซื้อสินค้าและบริการตามเงื่อนไขที่ได้จ่ายจริงสูงสุด 50,000 บาท มาใช้ลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งหลักฐานที่ใช้ต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt)  ของกรมสรรพากรเท่านั้น  

เงื่อนไขการช้อปลดหย่อนภาษีปี 2568 มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ดังนี้

1. ค่าใช้จ่ายในร้านค้าทั่วไป

ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือจากผู้มิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

2. ค่าใช้จ่ายในวิสาหกิจชุมชนหรือร้านค้า OTOP

- ซื้อสินค้าหรือบริการที่หักลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 20,000 บาท ในกรณีที่ใช้จ่ายตามเงื่อนไข ดังนี้

- ซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ซึ่งลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนแล้ว ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนต่อกรมส่งเสริมการเกษตร

- ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนต่อสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

สินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ Easy e-Receipt 2.0 มีอะไรบ้าง อะไรใช้ลดหย่อนได้

สินค้าและบริการทั่วไป เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือของใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงค่าซื้อหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสารทั้งแบบเล่มและอีบุ๊ก ซึ่งซื้อจากร้านค้า ห้างสรรพสินค้า หรือซูเปอร์มาร์เก็ตที่ออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ ผ่านระบบ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ของกรมสรรพากรเท่านั้น หากเป็นร้านค้าอื่น ๆ ให้มองหาสัญลักษณ์ Easy e-Receipt ที่หน้าร้านค้า โดยตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร  https://etax.rd.go.th/ETAXSEARCH/normal_person.html

โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, อุปกรณ์ IT

ค่าหนังสือ, หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, E-Book และสินค้า OTOP

ทองคำรูปพรรณ นำมาหักลดหย่อนได้เฉพาะค่ากำเหน็จเท่านั้น เพราะทองคำไม่ต้องเสียภาษี

ค่าซ่อมรถ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เข้าศูนย์ เปลี่ยนยางรถยนต์ หรืออุปกรณ์แต่งรถ นำมาหักลดหย่อนได้

แม้ว่าเราจะสามารถซื้อสินค้าได้เกือบทุกประเภท เพื่อนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่จะมีสินค้าและบริการบางประเภทที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการ เช่น ค่าซื้อสุรา เบียร์ และไวน์ ค่าซื้อยาสูบ ค่าซื้อน้ำมัน ค่าซื้อก๊าซ และค่าบริการอัดประจุไฟฟ้าสำหรับเติมยานพาหนะ เป็นต้น 

ลดหย่อนภาษีจริงเท่าไหร่ และประหยัดภาษีไปเท่าไหร่

หลายคนก็จะมีคำถามว่า หากได้ใช้จ่ายตามสิทธิครบ 50,000 บาท แล้ว ตนเองจะได้รับเงินคืนเท่าไหร่ จากการเข้าร่วมโครงการนี้ บอกก่อนว่า เนื่องจากการคำนวณภาษีลดหย่อนนั้น ขึ้นอยู่กับฐานการเสียภาษีและรายได้ของแต่ละบุคคล หากผู้เสียภาษี มีการเสียภาษีต่อปีที่ 35% ก็จะได้รับเงินคืนภาษีที่ 17,500 บาท แต่ถ้าหากซื้อของเกิน 50,000 บาทเราจะลดหย่อนได้สูงสุดแค่เพียง 50,000 บาทเท่านั้น ซึ่งฐานการเสียภาษีของแต่ละรายได้อื่น ๆ ตามที่กฎหมายของกรมสรรพากรกำหนด จะเป็นไปตามข้อมูลด้านล่าง ดังนี้

- อัตราการเสียภาษี 35% เข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 50,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี (50,000 x 35%) = 17,500 บาท

- อัตราการเสียภาษี 20% เข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 50,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี (50,000 x 20%) = 10,000 บาท

- อัตราการเสียภาษี 5% เข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 50,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี (50,000 x 5%) = 2,500 บาท

กรณีซื้อสินค้าและบริการ ไม่ถึง 50,000 บาท เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้สูงสุดตามยอดที่ได้ใช้จ่ายจริงเท่านั้น ตามตัวอย่างข้อมูลด้านล่าง

- อัตราการเสียภาษี 35% เข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 30,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี (30,000 x 35%) = 10,500 บาท

- อัตราการเสียภาษี 20% เข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 30,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี (30,000 x 20%) = 6,000 บาท

- อัตราการเสียภาษี 5% เข้าร่วมโครงการ Easy E-Receipt 30,000 บาท จะได้เงินคืนภาษี (30,000 x 5%) = 1,500 บาท


โครงการ Easy e-Receipt 2.0 ปี 2568 สามารถใช้ตัวช่วยอย่าง บัตรเครดิต ในการชำระค่าสินค้าและบริการ หรือผ่อนชำระ ทำให้เป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากขึ้น หากอยากใช้จ่ายให้คุ้มค่ามากขึ้นและได้เงินคืนเข้าบัญชีด้วย บัตรเครดิตทีทีบี เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่ากับบัตรเครดิตที่ได้เงินคืน กับบัตรเครดิต ttb so smart เมื่อใช้จ่ายสินค้าหรือบริการทุกร้านค้าจะได้เงินคืน 1% เข้าบัญชี ttb no fixed สูงสุด 2,000 บาท/บัญชีบัตร/รอบบัญชี อีกทั้งยังเป็นบัตรเครดิตฟรีค่าธรรมเนียมรายปีและแรกเข้าอีกด้วย ซึ่งอาจกระตุ้นให้หลายคนใช้จ่ายมากขึ้น ควรวางแผนก่อนตัดสินใจซื้อ เลือกเฉพาะสินค้าที่จำเป็นหรือใช้งานได้คุ้มค่าในระยะยาว และพิจารณาความสามารถในการชำระคืนของตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นประโยชน์จริงและไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินในอนาคต

คลิกเพื่ออ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://www.ttbbank.com/th/fin-tips/detail/creditcard-shop-and-save-taxes-easy-e-receipt-2568 ติดตามเคล็ดลับการเงินอื่น ๆ  จาก fintips by ttb เรื่องเงินที่รู้จริงแบบเพื่อนที่รู้ใจ คลิก https://www.ttbbank.com/link/fintips-pr


บทความที่เกี่ยวข้อง
ธนาคารกสิกรไทยแจ้งปิดบริการ K PLUS ชั่วคราว เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ธนาคารกสิกรไทยแจ้งปิดบริการ K PLUS ชั่วคราว เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพื่อพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568 เวลา 01.00 – 04.00 น.
15 ก.ค. 2025
GULF ออกหุ้นกู้ชุดใหม่ ชูอันดับเครดิตเรตติ้งที่ AA- สะท้อนธุรกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการโดดเด่น เตรียมเสนอขายผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่
GULF ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้
18 ก.พ. 2026
กรุงศรี SME สานต่อขับเคลื่อนความยั่งยืนและดิจิทัล ควบคู่การดูแลคุณภาพของสินทรัพย์  มุ่งเน้นใกล้ชิดลูกค้า ผ่านการให้คำปรึกษาเชิงรุก
กรุงศรี เผยกลยุทธ์กลุ่มงานลูกค้าธุรกิจ SME ในปี 2568 ยังคงสานต่อกลยุทธ์ 3GO อันประกอบด้วย GO Green, GO Digital และ GO Beyond พร้อมเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์
25 มี.ค. 2025
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy