แชร์

รับมือวิกฤตภัยธรรมชาติ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ขานรับ ครม. ดันหน้า ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ คุ้มครอง 30 ล้านหลังคาเรือน

อัพเดทล่าสุด: 3 ต.ค. 2026
28 ผู้เข้าชม

 

สมาคมประกันวินาศภัยไทย ขานรับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประเทศ จากแนวทางการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดภัย สู่การเตรียมความพร้อมและถ่ายโอนความเสี่ยงล่วงหน้าผ่านระบบประกันภัย ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันให้ประชาชน จำนวนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนให้ภาครัฐสามารถบริหารความเสี่ยงและวางแผนภาระงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ซึ่งเห็นชอบในหลักการการจัดให้มี “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” และให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้แก่ประชาชน ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและอนุมัติการจัดให้มีระบบดังกล่าว พร้อมเห็นชอบ “กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” และ “กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” เพื่อเป็นกลไกในการให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ โดยกำหนดกรอบวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยรวม 15,500 ล้านบาท แบ่งเป็นกรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่มฯ จำนวน 15,000 ล้านบาท และกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มฯ จำนวน 500 ล้านบาท

 

สำหรับความคุ้มครองจากระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ประชาชนได้รับความคุ้มครองทั้งทรัพย์สินและชีวิต ดังนี้

1. ความคุ้มครองความเสียหายต่อบ้านอยู่อาศัย ซึ่งได้แก่บ้านที่มีบ้านเลขที่ ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรและ ที่พักอาศัยที่สภาพความเป็นบ้านแต่ไม่มีบ้านเลขที่ แต่ได้รับการรับรองว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีคนอยู่อาศัยประจำที่กรมการปกครองได้มีการสำรวจเพิ่มเติมและสิ้นสุดเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 กรมธรรม์นี้ให้ความคุ้มครอง เฉพาะความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างและสิ่งติดตั้งตรึงตรา (เฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน)ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ โทรทัศน์ พัดลม หรือเครี่องใช้เครื่องตกแต่ง โดยครอบคลุมความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย (น้ำท่วม รวมถึงน้ำท่วมอันเกิดจากลมพายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม) วาตภัย (ลมพายุ (รวมถึงฟ้าผ่า)) แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด หรือคลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ

 

 

จำนวนความคุ้มครองตามกรมธรรม์นี้สำหรับสิ่งปลูกสร้างและสิ่งติดตั้งตรึงตราสำหรับบ้านแต่ละหลัง

• อุทกภัย (น้ำท่วม รวมถึงน้ำท่วมอันเกิดจากลมพายุ น้ำป่า และโคลนถล่ม) บ้านอยู่อาศัยที่ได้รับความเสียหาย จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 10,000 บาทโดยไม่ต้องรอการประเมินความเสียหายให้แล้วเสร็จ และสามารถได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมหลังจากประเมินความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกิน 90,000 บาท รวมวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน

สำหรับในกรณีบ้านที่ไม่ได้รับความเสียหาย แต่มีน้ำล้อมสิ่งปลูกสร้างอย่างต่อเนื่อง และส่งผลกระทบให้ผู้ที่อยู่อาศัยเป็นประจำจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป จะได้รับค่าสินไหมทดแทน 10,000 บาทต่อหลังคาเรือน

• วาตภัย (ลมพายุ (รวมถึงฟ้าผ่า)) ได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาทโดยไม่ต้องรอการประเมินความเสียหายให้แล้วเสร็จ และสามารถได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมหลังจากประเมินความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกิน 95,000 บาท รวมวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน

• แผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด หรือคลื่นใต้น้ำ หรือสึนามิ ได้รับค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น 5,000 บาทโดยไม่ต้องรอการประเมินความเสียหายให้แล้วเสร็จ และสามารถได้รับค่าเสียหายเพิ่มเติมหลังจากประเมินความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกิน 95,000 บาท รวมวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน

ทั้งนี้ การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและเอกสารประกอบที่กำหนด และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามข้อตกลงคุ้มครองข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อข้างต้น รวมกันจะไม่เกินจำนวน 100,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน

 

 

2. ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิต และทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ
กรณีคนไทยเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว จะได้รับค่าชดเชยกรณีเสียชีวิต 2,000,000 บาทต่อคน ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยจ่ายให้แก่ทายาทโดยธรรม สำหรับกรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติ จะได้รับ 200,000 บาทต่อคน


ทั้งนี้ กรมธรรม์ดังกล่าวกำหนดให้มีผลความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันที่ 1ตุลาคม 2569 และความเสียหายที่เกิดจากมวลน้ำที่มีอยู่เดิม จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการประกันภัยครั้งนี้ แต่ประชาชนยังคงได้รับการเยียวยาจากภาครัฐตามปกติ


นโยบายดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ “ระบบประกันภัย” ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกบริหารความเสี่ยงของประเทศ จากเดิมที่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ดำเนินการหลังเกิดเหตุและต้องจัดสรรงบประมาณตามความเสียหายที่เกิดขึ้น มาเป็นการเตรียมระบบรองรับและถ่ายโอนความเสี่ยงบางส่วนไว้ล่วงหน้าผ่านกลไกประกันภัย ซึ่งช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนการบริหารความเสี่ยงและภาระงบประมาณได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ประชาชนมีหลักประกันด้านชีวิตและทรัพย์สินเมื่อเกิดภัยพิบัติ

 

"หัวใจสำคัญของระบบนี้ ไม่ใช่เพียงการมีเงินชดเชยเมื่อเกิดภัย แต่คือการทำให้ประเทศมีระบบบริหารความเสี่ยงที่เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า ภาครัฐสามารถกำหนดได้ชัดเจนว่าความเสี่ยงส่วนใดรัฐจะรับไว้เอง และส่วนใดสามารถถ่ายโอนไปยังระบบประกันภัยได้ ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนทั้งในด้านความเสียหายและภาระงบประมาณ ขณะเดียวกันประชาชนก็จะมีหลักประกันและสามารถเข้าถึงการชดเชยได้รวดเร็วขึ้นเมื่อเกิดภัย”


ดร.สมพร กล่าวต่อว่า ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติจะสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ได้แก่ มิติของประชาชน ช่วยให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย มีหลักประกันล่วงหน้าและเข้าถึงความช่วยเหลือได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น ลดความไม่แน่นอนในการฟื้นฟูชีวิตและที่อยู่อาศัย มิติของภาครัฐ ระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถบริหารและถ่ายโอนความเสี่ยงได้ล่วงหน้า ทำให้สามารถวางแผนการจัดสรรงบประมาณได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณจากการเยียวยาหลังเกิดภัย และมิติของประเทศ ช่วยเสริมความสามารถในการรองรับและฟื้นตัวจากภัยพิบัติ โดยใช้กลไกประกันภัยเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ การดำเนินการประกันภัยพิบัติแห่งชาติเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประกันภัย โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นหน่วยรับงบประมาณและเบิกจ่ายให้แก่ผู้รับประกันภัย ขณะที่สำนักงาน คปภ. ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยดำเนินการจัดหาผู้รับประกันภัยที่มีมาตรฐาน มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ เพื่อให้มีศักยภาพในการดูแลประชาชนและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่กำหนด
อุตสาหกรรมประกันวินาศภัยมีความพร้อมที่จะร่วมทำงานกับภาครัฐ สำนักงาน คปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยภาคธุรกิจประกันวินาศภัยจะนำองค์ความรู้ บุคลากร ระบบงาน และประสบการณ์ด้านการบริหารความเสี่ยงมาสนับสนุนการดำเนินงานในทุกมิติ ตั้งแต่การออกแบบระบบ การรับประกันภัย การประเมินความเสียหาย การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนการบริหารและกระจายความเสี่ยงผ่านระบบประกันภัยต่อ พร้อมทั้งร่วมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อให้ระบบสามารถตอบสนองต่อความเสียหายได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ



บทความที่เกี่ยวข้อง
คปภ. ผนึกภาคอุตสาหกรรมประกันภัย บริจาคโลหิตครั้งที่ 2 ปี 2568 เพื่อเป็นโลหิตสำรองช่วยชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศ แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
คปภ. ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย จัดกิจกรรม รวมพลังประกันภัย ให้โลหิต ปีที่ 2 ครั้งที่ 2 ประจำปี 2568
6 ก.ค. 2025
กรุงเทพประกันชีวิต และ ธนาคารกรุงเทพ ร่วมจัดงานขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจ ใช้บริการวางแผนความคุ้มครองและการออมยาวนานกว่า 20 ปี
กรุงเทพประกันชีวิต เดินหน้าผนึกความร่วมมือ ธนาคารกรุงเทพ ตอกย้ำความสำเร็จในบริการวางแผนความคุ้มครองและการออมผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ในช่องทางของธนาคาร พร้อมจัดงาน Age of Happiness: Thank You Event for Our Valued Customers เพื่อแสดงความขอบคุณลูกค้าธนาคารกรุงเทพที่ให้ความไว้วางใจมากกว่า 20 ปี
2 พ.ค. 2024
กรุงเทพประกันชีวิต ส่งต่อพลังของความใส่ใจ ในเดือนแห่งความรัก มอบเงินสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้พิเศษประภาคารปัญญา มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์
บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ด้วยการส่งต่อ “พลังของความใส่ใจ” ในเดือนแห่งความรัก
20 ก.พ. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy