โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา ปรับโฉมใหม่! ยกระดับบริการสุขภาพอย่างครบวงจร สู่มาตรฐานสากล

โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา (Phyathai Sriracha Hospital) ประกาศเตรียมทุ่มงบ 400 ล้านบาท ยกระดับประสบการณ์ผู้ป่วย (Patient Experience) สู่มาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ทั้งด้านเทคโนโลยีการรักษา และการบริการอย่างเหนือระดับ รับการเติบโตของ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” หรือ อีอีซี (EEC) และประชากรแฝง อาทิ ผู้พำนักในไทย (Expat) และนักท่องเที่ยวต่างชาติ แบบ 24 ชั่วโมง พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้เพิ่ม 10% ภายในปี 2570

นพ.ชาญชัย ลีสมประสม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการลงทุนครั้งนี้มาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของพื้นที่ “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” (Eastern Economic Corridor) หรือ อีอีซี (EEC) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการลงทุน และอุตสาหกรรมของประเทศ ส่งผลให้เกิดประชากรแฝงจำนวนมาก โดยลูกค้าของโรงพยาบาลกว่า 45% มาจากแรงงาน และประชากรที่ย้ายเข้ามาทำงานในพื้นที่ ขณะที่ชาวชลบุรีมีสัดส่วนเพียงประมาณ 50% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด
“ปัจจุบัน อำเภอศรีราชา และพื้นที่โดยรอบ ถือเป็นพื้นที่มีศักยภาพสูงมีการการเติบโตของอุตสาหกรรม การลงทุน และประชากร ทำให้เราต้องปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ทั้งในเชิงคุณภาพ และความสะดวกในการเข้าถึงบริการ" นพ.ชาญชัย กล่าว

"ความต้องการของลูกค้าเป็นโจทย์สำคัญที่สุด วันนี้ลูกค้าไม่ได้มองแค่การรักษา แต่ต้องการประสบการณ์การใช้บริการที่รวดเร็ว สะดวก และได้มาตรฐานระดับสากล”
เครือข่ายรองรับผู้ป่วยกว่า 2.19 ล้านครั้งต่อปี
ปัจจุบัน เครือข่ายโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา ซึ่งประกอบด้วย โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา 1, โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา 2, โรงพยาบาลพญาไทบ่อวิน และคลินิกในเครืออีก 5 แห่ง ได้แก่ บางพระ, บ่อวิน, สะพานสี่, พนานิคม และแม่น้ำคู้ มีผู้ป่วยนอก (OPD) เข้ารับบริการรวม กว่า 6,000 รายต่อวัน หรือประมาณ 2.19 ล้านครั้งต่อปี
เฉพาะโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา มีผู้ป่วยนอกเฉลี่ย มากกว่า 2,000 รายต่อวัน สะท้อนบทบาทการเป็นโรงพยาบาลหลักของพื้นที่ภาคตะวันออก ขณะเดียวกันยังเริ่มมีผู้ป่วยชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย (Expat) เข้ามาใช้บริการ และรับการส่งต่อรักษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทุ่มงบกว่า 400 ล้าน ยกระดับ Patient Experience ครบทุกมิติ
โรงพยาบาลพญาไทศรีราชาจึงได้พัฒนาแนวคิด Healing Environment สร้างบรรยากาศที่ช่วยเยียวยาผู้ป่วยตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาใช้บริการ ด้วยการรีโนเวตพื้นที่ครั้งใหญ่ภายใต้งบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท พร้อมออกแบบการให้บริการใหม่ให้รวดเร็ว และไร้รอยต่อ (Seamless Service)
นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ระบบลงทะเบียนล่วงหน้า การชำระเงินออนไลน์ การใช้ AI วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ รวมถึงแอปพลิเคชันด้านสุขภาพของเครือพญาไท-เปาโล เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้รับบริการให้สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลในการเป็น "ศูนย์กลางด้านสุขภาพชั้นนำของภาคตะวันออก"
รุกตลาดลูกค้าไฮเอนด์ ลงทุนศูนย์ความเป็นเลิศ รับสังคมสูงวัย ดันรายได้ต่อบิลเพิ่มเท่าตัว
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการขยายฐานลูกค้าระดับพรีเมียม (High-End) ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นคนไทย โดยพบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท สูงกว่ากลุ่มผู้ป่วยทั่วไปที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 2,000 บาทต่อบิล
โรงพยาบาลจึงพัฒนาบริการแบบ Personalized Healthcare และสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล ควบคู่กับพัฒนาศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง (Center of Excellence) รองรับสังคมผู้สูงอายุ เพื่อรองรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษาและบริการระดับพรีเมียม โดยเน้นศูนย์โรคหัวใจ และหลอดเลือดแบบครบวงจร (Comprehensive Cardiovascular Center) และศูนย์อุบัติเหตุ (Trauma Center) ซึ่งตอบโจทย์พื้นที่ที่มีการคมนาคมหนาแน่น และอุบัติเหตุรุนแรง
พร้อมกันนี้ ยังเพิ่มศักยภาพด้านเครื่องมือแพทย์ ด้วยการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์สามมิติ (Biplane) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ ลดระยะเวลาการรักษา และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย

จาก "รักษาเมื่อป่วย" สู่การแพทย์เชิงรุก
เครือข่ายโรงพยาบาลยังปรับยุทธศาสตร์จากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่ Predictive และ Preventive Medicine โดยเปิด Genomics Center ให้บริการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง ก่อนเกิดอาการ ทำให้สามารถวางแผนป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมกันนี้ยังเตรียมที่จะขยายบริการด้าน Anti-Aging และ Longevity Medicine ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการมีสุขภาพดี และคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว
ตั้งเป้าดึงผู้ป่วยต่างชาติ ปั้นรายได้แตะ 10% ภายในปี 2570
นพ.ชาญชัย ระบุว่า ปัจจุบันผู้ป่วยต่างชาติคิดเป็นประมาณ 5-6% ของจำนวนผู้รับบริการ แต่สร้างรายได้ราว 8% ของรายได้รวม และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10% ในปีหน้า โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มนักลงทุน และชาวต่างชาติ ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะชาวจีน รวมถึงชาวยุโรปที่พำนักในพัทยา และบางแสน
ตัวอย่างการเติบโตที่เห็นได้ชัดคือ โรงพยาบาลพญาไทที่อำเภอบ่อวิน ซึ่งเปิดดำเนินการมาเพียง 1 ปี ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมบ่อวิน โดยมีผู้ป่วยชาวจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ รายได้จากผู้ป่วยชาวจีนคิดเป็นกว่า 10% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ที่กำลังกลายเป็นฐานการลงทุนสำคัญของนักลงทุนจีนในประเทศไทย
อย่างไรก็ดีปัจจุบันเริ่มเห็นการเติบโตของกลุ่ม คอเคเชียน ยุโรป สแกนดิเนเวีย และรัสเซีย ซึ่งเข้ามาพำนักระยะยาวในพื้นที่พัทยา บางแสน และศรีราชา รวมถึงกลุ่มนักลงทุนต่างชาติในพื้นที่ EEC ที่มีความต้องการบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพื่อรองรับแนวโน้มดังกล่าว โรงพยาบาลอยู่ระหว่างจัดตั้ง International ควบคู่ไปพร้อมกับการพัฒนาทักษะบุคลากรของโรงพยาบาล ทั้งในด้านภาษา และความเข้าใจวัฒนธรรมของผู้ป่วยแต่ละประเทศ รวมถึงจับมือพันธมิตรด้านที่พักฟื้น เพื่อรองรับผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษา และพักฟื้นระยะยาวในประเทศไทย

ด้านศักยภาพการรองรับผู้ป่วยใน ปัจจุบันโรงพยาบาลพญาไทศรีราชา 1 มี 257 เตียง โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา 2 มี 113 เตียง รวมฝั่งศรีราชา 370 เตียง ขณะที่โรงพยาบาลพญาไทบ่อวินเปิดให้บริการเฟสแรกแล้ว 59 เตียง โดยในอนาคตโรงพยาบาลมีแผนขยายเฟส 2 และเฟส 3 529 เตียง ซึ่งจะทำให้จำนวนเตียงรวมทั้งเครือข่ายเพิ่มเป็น 629 เตียง พร้อมรองรับการขยายฐานผู้ประกันตนจากปัจจุบันประมาณ 300,000 ราย เป็น 500,000 ราย ภายในปี 2573
นอกจากนี้ ยังเตรียมยกระดับมาตรการ Co-payment ของระบบประกันสุขภาพจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในระยะยาว เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษา และเลือกใช้บริการโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานมากขึ้น
ปักหมุด Medical Hub ภาคตะวันออกในอีก 5 ปี
สำหรับวิสัยทัศน์ในระยะ 5 ปี โรงพยาบาลพญาไทศรีราชา ตั้งเป้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของภาคตะวันออก โดยยึดหลัก "ดี คุ้มค่า และรวดเร็ว" พร้อมผลักดันมาตรฐานการรักษาในระดับสากล และพัฒนาองค์กรให้เป็นศูนย์กลางการแพทย์ที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ รองรับการเติบโตของ EEC และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub ของภูมิภาคในอนาคต


