แชร์

ทรูบิสิเนส ปลุกกระแส Smart Energy ยุค AI ชูยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” บูรณาการเครือข่ายอัจฉริยะ เชื่อมโยง AI และ IoT กู้วิกฤตต้นทุนพลังงานครัวเรือนและ SME ไทย

อัพเดทล่าสุด: 7 มิ.ย. 2026
100 ผู้เข้าชม

ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ยากจะควบคุม สิ่งหนึ่งที่สะท้อนกลับมาเป็นภาระค่าครองชีพของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเวลานี้คือ “บิลค่าไฟ” ข้อมูลเชิงลึกจาก ทรูบิสิเนส เผยสถิติสำคัญว่า ค่าไฟภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบปีต่อปี คนไทยต้องแบกรับภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 8,000 บาทต่อปีต่อครัวเรือน จนกลายเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของผู้บริโภค ขณะที่ภาคธุรกิจอย่าง SME ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วง ซึ่งค่าไฟที่สูงขึ้นอาจไม่ได้มาจากราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น” หรือ “Invisible Waste” ที่แฝงอยู่ในบ้าน อาคาร และธุรกิจ SME กลายเป็นต้นทุนเงียบที่ซ้ำเติมค่าครองชีพและกดดันความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย มีผลให้อัตราการทำกำไร (Profit Margin) ลดลงไปถึง 70% โดย ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy: เมื่อสัญญาณคือพลังงานใหม่ที่เชื่อม IoT และ AI เพื่อคนไทย” ไฮไลต์บทบาทของเครือข่ายอัจฉริยะที่เชื่อมโยงเข้ากับเทคโนโลยี AI และ IoT ปฏิวัติ Smart Energy ยุค AI เผยศักยภาพของ Connectivity ที่จะเป็นกลไกสำคัญช่วยพลิกฟื้นวิกฤตพลังงาน ด้วยการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อกู้คืนต้นทุนให้แก่คนไทย ภาคธุรกิจ และประเทศไทย ในงาน Life x Energy 2026: ชีวิตกับพลังงาน ซึ่ง TNN Earth จัดขึ้น โดยมี นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน

 

 

ตีแผ่ “Invisible Waste” ต้นทุนแฝง 30-40% จากพลังงานสูญเปล่า ที่ซ่อนอยู่ในบ้านและธุรกิจ

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้เท่านั้น หากแต่ยังเกิดจาก   "พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น"  (Invisible Waste)  มากถึง  30-40%   ซึ่งแฝงตัวอยู่ทั้งในภาคครัวเรือนและสถานประกอบการในกลุ่ม SME โดยมี 4 สาเหตุใหญ่ ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ในโหมดสแตนด์บายตลอดเวลา (Always-on Standby) ทำให้พลังงานสูญเปล่า 12%, ความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ขาดเซ็นเซอร์ควบคุมอย่างแม่นยำ ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานราว 9% ขณะที่กระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากอุปกรณ์ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ คอยลดทอนประสิทธิภาพ ทำให้สูญเสียพลังงานประมาณ 8% รวมถึงระบบแสงสว่างหรือเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้ในพื้นที่ที่ไม่มีการใช้งาน เกิดพลังงานสูญเปล่าราว 6% ปัจจัยเหล่านี้รวมกัน กลายเป็นต้นทุนด้านพลังงานมหาศาลที่กระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือน ทั้งยังฉุดรั้งขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยจากต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น 

 

 

สถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 3 ขั้น สู่ Smart Energy เพื่อการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า

วันนี้ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเครือข่ายสื่อสารอัจฉริยะทวีบทบาทสำคัญ เป็นรากฐานของการเชื่อมต่อทุกเทคโนโลยีในระบบพลังงานยุคใหม่ เพื่อให้ภาคครัวเรือน รวมถึงธุรกิจ สามารถควบคุมและบริหารจัดการพลังงานได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยระบบ Smart Energy ในยุค AI เกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 3 ขั้น (3 Stacks of Smart Energy) ดังนี้

• SENSE — มีหัวใจสำคัญ คือ การรับรู้ทุกยูนิตของการใช้พลังงาน ด้วยศักยภาพของเครือข่ายทรู 5G, ไฟเบอร์ และ NB-IoT ที่สามารถเชื่อมต่อทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดอัจฉริยะ (Smart Meters) และกล้องวงจรปิดระบบ AI Vision เข้าด้วยกัน จึงยกระดับความสามารถในการเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและพฤติกรรมการใช้งานในทุกพื้นที่ได้อย่างละเอียด

• DECIDE — นำระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจลงมือทำแทนมนุษย์ได้อัตโนมัติ (AI Agents) มาใช้ช่วยรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์การใช้พลังงานได้แบบเรียลไทม์ ผ่านเทคโนโลยีที่หลากหลาย อาทิ Sovereign AI Agents, Digital Twins และ Edge Cloud เป็นต้น

• ACT — เปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก (Insight) ให้กลายเป็นการควบคุมและลดค่าใช้จ่ายได้จริง ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะช่วยคาดการณ์และสั่งการอุปกรณ์ต่างๆได้อัตโนมัติแบบไร้รอยต่อ พร้อมหน้าจอแสดงผลเพื่อติดตามการใช้พลังงาน จึงช่วยให้เจ้าของบ้านหรือสำนักงานสามารถปรับแต่งการใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม คุ้มค่า และประหยัดค่าใช้จ่าย 

 

 

บทพิสูจน์ความสำเร็จของระบบพลังงานอัจฉริยะ: บ้านลดค่าไฟ ธุรกิจลดต้นทุน อาคารลด OPEX

ทรูบิสิเนส ได้พิสูจน์ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” ถ่ายทอดความสำเร็จผ่านหลากหลายกรณีศึกษา (Use Case) ที่ประจักษ์ชัดว่าสามารถลดต้นทุนพลังงานได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

• บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนลงถึง 15-25% ต่อเดือน โดยผสานการทำงานร่วมกันของระบบอัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Networked Chargers) ช่วยบริหารจัดการช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยระบบจะเลือกชาร์จเฉพาะในช่วงเวลาที่มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำที่สุด (Off-Peak) อัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการจัดสรรระบบโซลาร์เซลล์ที่ดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วงเวลาที่มีปริมาณความเข้มแสงสูงสุด รวมถึงการตัดกระแสไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่างๆ ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้ใช้งาน เป็นต้น

• ออฟฟิศ/อาคารอัจฉริยะ (Smart SME/Building) ครอบคลุมกรณีศึกษาในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ

- ธุรกิจค้าปลีก (Retail) นำร่องใช้งานไปแล้วกว่า 1,000 ร้านค้า สามารถประหยัดพลังงานจากการควบคุมระบบทำความเย็น แสงสว่าง และเครื่องปรับอากาศได้ถึง 22%

- ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage / Restaurant) การติดตั้งเซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจวัดเพื่อคาดการณ์การบำรุงรักษาอุปกรณ์ (Predictive Maintenance) ช่วยลดความเสี่ยงของการชำรุดและลดโอกาสที่ระบบต้องหยุดชะงัก (Downtime) ลงได้ถึง 30%

- อาคารสำนักงาน (Office) การใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งานพื้นที่ ช่วยปรับลดการใช้พลังงานหลังเวลาทำการที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ลงได้ 28% 

- โรงงานและอุตสาหกรรม (Factory & Industrial) การเชื่อมต่อความเร็วสูงช่วยให้ระบบการผลิตอัจฉริยะสามารถสับเปลี่ยนช่วงเวลาทำงานของเครื่องจักรหนักที่มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานสูงไปอยู่ในช่วง Off-Peak ได้แบบอัตโนมัติ ช่วยลดการใช้พลังงานจำเพาะลงได้ 18% กิโลวัตต์-ชั่วโมง ต่อหน่วย 

 

 

จาก Smart Business สู่ Smart City เพื่อความยั่งยืนระดับมหภาค: เมื่อ Connectivity ช่วยเมืองใช้พลังงานฉลาดขึ้น

ดร.ธีรเดช กล่าวย้ำว่า “Connectivity” นอกจากจะเป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจแบบดั้งเดิมไปสู่ Smart Business ด้วยองค์ประกอบของเทคโนโลยียุคใหม่ อย่าง Unified Dashboard หน้าจอแสดงค่าการใช้พลังงานที่ช่วยสอดส่องและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ตลอดเวลา ทำงานร่วมกับระบบสลับแหล่งจ่ายไฟอัจฉริยะ (Smart Source Switching) และระบบลดการใช้ไฟฟ้าช่วงความต้องการสูง (Automated Peak Shaving) เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในองค์กรธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น Connectivity ยังขยายขอบข่ายเชื่อมโยงไปสู่การสร้างเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ที่ครอบคลุมการดูแลและอำนวยความสะดวกเพื่อคนเมือง อาทิ การนำขีดความสามารถของเครือข่ายสัญญาณไปขับเคลื่อนระบบควบคุมไฟแสงสว่างอัจฉริยะ (Smart Lighting), การใช้ 5G จัดการระบบสัญญาณไฟจราจร เพื่อลดอัตราควันพิษสะสม (Traffic Flow) รวมถึงยกระดับโครงข่ายขนส่งสาธารณะ และระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนขยะและท่อประปารั่วไหลรอบเมือง เป็นต้น

 

 

สร้าง Ripple Effect จากครัวเรือน — ธุรกิจ — เมือง สู่ความยั่งยืนของประเทศ

เป้าหมายของยุทธศาสตร์  "Connectivity is the New Energy"  ไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขในบิลค่าไฟเท่านั้น  แต่ ทรูบิสิเนส มุ่งนำศักยภาพเครือข่ายสัญญาณและการเชื่อมต่อ ร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ต่อเนื่องในวงกว้างออกไปใน 3 มิติ คือ 1) การช่วยภาคครัวเรือน ลดภาระค่าครองชีพได้โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 2) ช่วยประหยัดงบประมาณของทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจจากพลังงานสูญเปล่า ด้วยเป้าหมาย Zero Utility Waste และ 3) ดึงศักยภาพการเชื่อมต่อและดิจิทัล ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน โดยมีดัชนีชี้วัดการลดก๊าซคาร์บอนที่จับต้องได้จริง (Quantifiable Carbon Cuts) โดย ทรูบิสิเนส พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงทุกคนในสังคมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ ครัวเรือน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงระดับเมือง และประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และส่งต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป



บทความที่เกี่ยวข้อง
ทุกวินาทีมีค่า! ทรู ผนึก กสทช.และโรงพยาบาลศิริราช นำพลังทรู 5G หนุน “รถรักษาอัมพาตเคลื่อนที่” มอบซิม 5G ดาต้าไม่อั้น เพื่อเชื่อมส่งภาพ CT Scan และ Teleconsult แบบเรียลไทม์  เพิ่มโอกาสรักษาผู้ป่วยในช่วงเวลาทอง
ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นำศักยภาพของเครือข่าย True 5G สนับสนุนภารกิจการแพทย์ฉุกเฉิน
12 มี.ค. 2026
บีเจซี บิ๊กซี คว้า 4 รางวัล Future Trends Awards 2026 สะท้อนบทบาทองค์กรแห่งอนาคต ขับเคลื่อน ESG พร้อมยกย่องผู้นำองค์กรด้านธุรกิจและสังคม
กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี คว้า 4 รางวัลสำคัญจาก Future Trends Awards 2026 เวทีระดับประเทศที่สะท้อนศักยภาพผู้นำและองค์กรที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางธุรกิจแห่งอนาคต
29 มี.ค. 2026
เอปสัน ผู้นำสแกนเนอร์อาเซียน เปิดตัว DS-530III เพื่อองค์กรยุคดิจิทัล
Epson WorkForce DS-530III ราคา 24,000บาท พร้อมจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายของเอปสัน
8 มิ.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy