ธนาคารกสิกรไทย แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 กำไร 14,667 ล้านบาท
อัพเดทล่าสุด: 21 เม.ย. 2026
27 ผู้เข้าชม

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปสอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากการใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแรงลงทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังหดตัว ขณะที่ภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมมีความเปราะบางมากขึ้น
สำหรับภาพรวมทั้งปีคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 0.8% - 1.2% (ตัวเลขประเมิน ณ เดือนเมษายน 2569) ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อให้มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น และส่งผ่านผลกระทบมายังค่าครองชีพและกำลังซื้อของครัวเรือน ภาคธุรกิจมีความระมัดระวังในการลงทุนและการวางแผนการผลิตมากกว่าเดิม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องคำนึงถึงเสถียรภาพด้านการคลังและแนวโน้มหนี้สาธารณะซึ่งมีความเสี่ยงที่จะปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ตลอดจนการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ผ่านการเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการยกระดับกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ด้วยการเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมทุกมิติที่ลูกค้าต้องการ อีกทั้งธนาคารมีการติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง เพื่อประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 876 ล้านบาท หรือ 6.35% ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 13,378 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 413 ล้านบาท หรือ 2.99% โดยกำไรสุทธิดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต การลดลงของกำไรสุทธินั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 31,957 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,468 ล้านบาท หรือ 9.79% โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 2.95% ลดลงตามภาวะตลาด และธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้าในระหว่างปี 2568 รวมทั้งการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ยังชะลอตัว นอกจากนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เติบโตในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 2) รายได้จากการลงทุนที่เกิดจากการทำกำไรในภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย และ 3) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 19,279 ล้านบาท ลดลงจำนวน 773 ล้านบาท หรือ 3.85% โดยมีปัจจัยหลักจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่ลดลงสอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตามแผนที่ดำเนินการ ควบคู่กับการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 38.93% นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงนโยบายตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น จึงตั้งสำรองฯ ในไตรมาสนี้จำนวน 9,823 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และสอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารได้สื่อความไว้
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 31,957 ล้านบาท ลดลงจำนวน 956 ล้านบาท หรือ 2.90% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 17,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,625 ล้านบาท หรือ 17.57% ซึ่งหากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะมีจำนวน 16,095 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,156 ล้านบาท หรือ 7.74% สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และรายได้จากการลงทุน ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 19,279 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,748 ล้านบาท หรือ 16.28% โดยเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาลของค่าใช้จ่ายในไตรมาสก่อน ประกอบกับการควบคุมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องจำนวน 9,823 ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,539,958 ล้านบาท ลดลงจำนวน 18,660 ล้านบาท หรือ 0.41% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่วนใหญ่จากรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิจากการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร และเงินให้สินเชื่อสุทธิที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้า รวมทั้งให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.19% ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 171.72% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.95%
สำหรับภาพรวมทั้งปีคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวในกรอบ 0.8% - 1.2% (ตัวเลขประเมิน ณ เดือนเมษายน 2569) ภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อให้มีแนวโน้มเร่งตัวสูงขึ้น และส่งผ่านผลกระทบมายังค่าครองชีพและกำลังซื้อของครัวเรือน ภาคธุรกิจมีความระมัดระวังในการลงทุนและการวางแผนการผลิตมากกว่าเดิม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องคำนึงถึงเสถียรภาพด้านการคลังและแนวโน้มหนี้สาธารณะซึ่งมีความเสี่ยงที่จะปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ตลอดจนการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง ผ่านการเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และ Productivity เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการยกระดับกลยุทธ์ “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ด้วยการเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างรอบด้าน และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมทุกมิติที่ลูกค้าต้องการ อีกทั้งธนาคารมีการติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดภายใต้บริบทของเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง เพื่อประคับประคองลูกค้าให้สามารถผ่านสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนได้ ตลอดจนสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 876 ล้านบาท หรือ 6.35% ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะมีจำนวน 13,378 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนจำนวน 413 ล้านบาท หรือ 2.99% โดยกำไรสุทธิดังกล่าวยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต การลดลงของกำไรสุทธินั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 31,957 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,468 ล้านบาท หรือ 9.79% โดยอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 2.95% ลดลงตามภาวะตลาด และธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง และลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้ลูกค้าในระหว่างปี 2568 รวมทั้งการเติบโตของเงินให้สินเชื่อที่ยังชะลอตัว นอกจากนี้ รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจาก 1) รายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เติบโตในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง 2) รายได้จากการลงทุนที่เกิดจากการทำกำไรในภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย และ 3) ผลการดำเนินงานการบริการประกันภัยที่ดีขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 19,279 ล้านบาท ลดลงจำนวน 773 ล้านบาท หรือ 3.85% โดยมีปัจจัยหลักจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานที่ลดลงสอดคล้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลตามแผนที่ดำเนินการ ควบคู่กับการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ระดับ 38.93% นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยยังคงนโยบายตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวัง เพื่อให้สำรองฯ อยู่ในระดับที่เหมาะสม รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น จึงตั้งสำรองฯ ในไตรมาสนี้จำนวน 9,823 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และสอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารได้สื่อความไว้
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 31,957 ล้านบาท ลดลงจำนวน 956 ล้านบาท หรือ 2.90% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 17,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 2,625 ล้านบาท หรือ 17.57% ซึ่งหากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะมีจำนวน 16,095 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,156 ล้านบาท หรือ 7.74% สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้า และรายได้จากการลงทุน ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นช่วงปลายไตรมาสแรก และตามที่สถานการณ์มีแนวโน้มยืดเยื้อ เพิ่มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคต นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 19,279 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,748 ล้านบาท หรือ 16.28% โดยเป็นผลจากปัจจัยฤดูกาลของค่าใช้จ่ายในไตรมาสก่อน ประกอบกับการควบคุมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องจำนวน 9,823 ล้านบาท รองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง และสถานการณ์ในอนาคตที่ยังมีความท้าทายจากทั้งในและนอกประเทศที่มีความผันผวนสูง และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,539,958 ล้านบาท ลดลงจำนวน 18,660 ล้านบาท หรือ 0.41% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ส่วนใหญ่จากรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิจากการบริหารสภาพคล่องของธนาคาร และเงินให้สินเชื่อสุทธิที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารมุ่งเน้นการขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพด้วยผลตอบแทนที่ปรับตามความเสี่ยงให้เหมาะสม และยังคงให้ความช่วยเหลือลูกค้า รวมทั้งให้ความสำคัญกับคุณภาพสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการลงทุนตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (%NPL gross) อยู่ที่ระดับ 3.19% ซึ่งยังคงต้องติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวังใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 171.72% สำหรับอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทยตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 ยังคงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ 19.95%
บทความที่เกี่ยวข้อง
GULF ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้
18 ก.พ. 2026
พิพิธภัณฑ์ครุฑ โดย ทีเอ็มบีธนชาต ขับเคลื่อนสู่องค์กรคุณธรรมต้นแบบอย่างยั่งยืน ประกาศความสำเร็จอีกก้าว ได้รับการยกย่องเป็น องค์กรคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น ประจำปี 2567
12 มิ.ย. 2025
เดอะวิสดอมกสิกรไทย จัดสัมมนา THE WISDOM Wealth Decoded การเลือกตั้งทั่วโลกปี 2024 จับตาการลงทุนและความท้าทายที่รออยู่ โดยนายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด
28 ส.ค. 2024


